รายงานการสัมมนาและศึกษาดูงานโครงการ “ศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย ณ จังหวัดกาญจนบุรี” วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2564

January 24, 2022

การประชุมสัมมนาโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและ
อันดามันของประเทศไทย ณ ห้องประชุม PAILIN B อาคารคอนเวนชั่น โรงแรมเฟลิกซ์ ริเวอร์แคว

เปิดการประชุมสัมมนาโครงการฯ และแนะนำภาพรวมโครงการฯ โดย ศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บรรยายแนวทางการดำเนินโครงการฯ โดย รศ.ดร. จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ
การเสวนา หัวข้อ “ความท้าทายในการขับเคลื่อนการพัฒนาเส้นทางการเชื่อมโยง การขนส่งไทย-เมียนมา (กาญจนบุรี)” โดย รศ.ดร. จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา (ผู้ดำเนินรายการ) ร่วมกับ คุณเทิดศักดิ์ กิตติวรากูร, คุณปัญญา วุฒิประจักษ์ และคุณวิเชียร เจนตระกูลโรจน์

ความเป็นมาของโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี

            จากนโยบายภาครัฐที่ให้ทุกจังหวัดที่ติดกับชายแดน จำเป็นต้องโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น เพื่อให้เกิดการลงทุนและการค้าชายแดนสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่และประเทศ ซึ่งจังหวัดกาญจนบุรีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ติดกับประเทศเมียนมา โดยยังเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญของด่านบ้านพุน้ำร้อน คือการเชื่อมโยงกับเมือง “ทวาย” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเมืองต่าง ๆ ของพม่า จึงทำให้มีการจัดตั้งหน่วยงานราชการขึ้นในเมืองทวาย

สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี ได้พื้นที่จากกองทัพบกในการจัดตั้งประมาณ 8,000 ไร่ เป็นส่วนของเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2,979 ไร่ ซึ่งมีการผลักดันให้เอกชนเข้ามาร่วมในการประมูลเพื่อพัฒนา โดยบริษัท พร้อมเพรียงชัยก่อสร้าง ได้ชนะการประมูลดังกล่าว ในปัจจุบันได้มีระบบสาธารณูปโภคเข้ามาในพื้นที่และมีการจ่ายเงินชดเชยการขอเวียนคืนพื้นที่เรียบร้อยประมาณ 2,000 ไร่ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นจุดศูนย์กลางของการถ่ายสินค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมเสื้อผ้า เป็นต้น ซึ่งมีการใช้แรงงานของเมียนมาที่มีค่าแรงถูกและส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงาน โดยหอการค้าได้มีการผลักดันให้แรงงานต่างด้าวสามารถเข้ามาในพื้นที่เช่นเดียวกับโมเดลของแม่สอด

         – สถานภาพของมูลค่าการค้าชายแดนในปัจจุบัน

            การค้าชายแดนด่านบ้านพุน้ำร้อนในปัจจุบันมีการนำเข้าสินค้าด้านการเกษตรเป็นหลักจากทวาย
เช่น อาหารทะเล ไม้ยางพารา สินแร่ต่าง ๆ เป็นต้น สำหรับการส่งออกของประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกี่ยวกับการอุปโภคและบริโภค และวัสดุการก่อนสร้าง เนื่องจาก ทวายไม่มีการผลิตสินค้าด้วยตนเอง

ตั้งแต่เปิดด่านบ้านพุน้ำร้อนในปี 2546 ต่างจากด่านอื่น ๆ เนื่องด้วยจากนโยบาย land bridge ของภาครัฐจึงทำให้ด่านดังกล่างเปิดขึ้น ซึ่งแถบจะไม่มีการค้าขายใด ๆ เลย ดังนั้น หอการค้าจังหวัดฯ จึงได้ร่วมกันผลักดันด่านบ้านพุน้ำร้อนให้มีการค้าขายที่มากขึ้น ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปี 2562 มูลค่าการค้าชายแดน ณ ด่านดังกล่าวประมาณ 1,000 ล้านบาท 

เส้นทางการขนส่งจากกรุงเทพฯ – จุดผ่านแดนมีความสะดวกสบาย อีกทั้ง สิ่งอำนวยความสะดวกที่จุดผ่านแดนพร้อมให้บริการ แต่อุปสรรคที่สำคัญของเส้นทางไปทวาย คือ เส้นทางถนนในพม่าที่ไม่สะดวกต่อการขนส่งสินค้าอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้สินค้าเกิดความเสียหาย

         – โอกาสและความคืบหน้าของโครงการเส้นทางด่านพุน้ำร้อน-ทวาย

            จุดเริ่มต้นของโครงการรทวายมาจากผู้ประกอบในจังหวัดกาญจนบุรี โดยในช่วงปี 2540 มีการสร้างถนน และต่อมาก่อนเกิดโควิด-19 เป็นการลงทุนของบริษัทอิตัลไทย ที่ได้สร้างถนนขยายให้ใหญ่ขึ้น แต่ยังเป็นลูกรังยาวจนถึงถนนโลคัลโรดของเมืองทวาย

            โดยภาพรวมในปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าในก่อสร้างถนนเพิ่มเติม ทั้งนี้ หากรัฐบาลไทย-พม่าร่วมกันพัฒนาในจุดดังกล่าว จะเป็นส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทยกับเมียนมาอย่างมาก ซึ่งกาญจนบุรีมีศักยภาพจากการเป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่ารัฐบาลเมียนมาจะยอมรับการกู้เงินเกือบ 4,000 ล้านบาท ในการสร้างถนนแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้าในการสร้างเกิดขึ้น หากเส้นทางดังกล่าวแล้วเสร็จ จะส่งเสริมเศรษฐกิจการส่งออกของประเทศไทยให้เติบโต

            ถนนเส้นบ้านพุน้ำร้อน-ทวาย (AH 123) มีระยะทาง 160 กิโลเมตร เดิมถนนดังกล่าวเป็นถนน 4 เลน ถึงท่าเรือน้ำลึกทวาย งบประมาณ 4,800 ล้านบาท ปัจจุบันมีการปรับขนาดเหลือ 2 เลน งบประมาณ 3,500 ล้านบาท โดยมีสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ NEDA เป็นผู้รับผู้ชอบงบประมาณดังกล่าว ซึ่งในช่วงแรกรัฐบาลพม่าไม่ยอมรับเงินกู้ดังกล่าว ทั้งที่มีดอกเบี้ยเงินกู้เพียง 0.01% จนกระทั่งปลายสมัยรัฐบาลอองซานซูจีจึงได้ยอมรับเงินกู้ดังกล่าว ภายหลังเกิดรัฐประหารได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีของเมียนมาใหม่ ยังมีการผลักดันถนนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากรัฐบาลไทยยอมให้ NEDA ปล่อยเงินกู้ดังกล่าวเพื่อให้เกิดการสร้างถนนต่อไป

         – การดำเนินงานของท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

         ปลายปี พ.ศ.2553 ประเทศไทยได้มีการเซ็นกรอบความตกลงกับรัฐบาลเมียนมาโดยกระทรวงคมนาคม ในสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในพื้นที่สัมมปทาน 400,000 ไร่ มีการสร้างหมู่บ้านชดเชยให้กับผู้ที่ย้ายถิ่นเรียบร้อลแล้ว แต่ต่อมาเกิดปัญหาความขัดแย้งกับภาครัฐและ NGO ทำให้มีการยกเลิกสัญญา ต่อมาได้มีการเจรจาใหม่ โดยมีบริษัทอิตัลไทยเป็นผู้พัฒนา จนปรับลดขนาดของโครงการพัฒนาพื้นที่เหลือประมาณ 40,000 ไร่ ซึ่งเปิดให้พัฒนาในเบื้องต้น 15,000 ไร่ โดยภายใต้ข้อตกลงต้องมี  1) ท่าเรือน้ำลึกขนาดเล็ก 1 ท่า (Small port) 2) นิคมอุตสาหกรรมขนาดเล็ก 3) หมู่บ้าน ซึ่งประเทศไทยได้เซ็นสัญญาแต่ยังไม่มีความคืบหน้าในดำเนินการ ยกเว้นที่ท่าเรือที่สร้างแล้เสร็จแต่ยังไม่มีอุปกรณ์ในการดำเนินงานต่าง ๆ ในการขนถ่ายสินค้า และยังมีปัญหาเรื่องความลึกของน้ำทีทำให้เรือขนาดใหญ่มาเทียบท่าไม่ได้ ซึ่งอาจต้องมีการหารือแบบ G2G ในการพัฒนาดังกล่าวต่อไป

คำถามจากผู้เข้าร่วมสัมมนา

            1) ความคืบหน้าในปัจจุบันเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศเมียนมาในบริเวณดังกล่าวมีแนวโน้มและผลกระทบในอนาคตอย่างไรบ้าง

            –  สถานการณ์ของเมียรมาคล้ายคลึงกับสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ที่มีการต่อต้านจากกลุ่มต่าง ๆ ในแต่ละแห่งภายใต้กลุ่ม PDF ซึ่งในเขตรัฐตะนาวศรีมีการต่อต้านต่ำส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดมะริด โดยในเขตตะนาวศรีมีกองกำลัง KNU ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวในเขตดังกล่าวทำให้ไม่เกิดข้อพิพาทมาก อีกทั้ง กองกำลังดังกล่าวมีบทบาทในภูมิภาค ซึ่งทำให้เกิดความมั่นคงและไม่มีการยิงปะทะกันในเขตดังกล่าว

            2) ขอบเขตของความจำเป็นในการเชื่อมโยงทั้ง 2 ฝั่งทะเล คืออะไรบ้าง

            – การเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ระหว่าง 2 ฝั่งทะเล มีความสำคัญอย่างมาก โดยเส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านจังหวัดกาญจนบุรีเชื่อมไปยังเมืองทวายสามารถไปได้ทั้งยุโรป ตะวันออกกลาง และอื่น ๆ โดยจากการศึกษาของหอการค้าเส้นทางดังกล่าวสามารถประหยัดค่าธรรมเนียมประมาณ 20% หากมีการใช้ของสายเรือในการขนส่งสินค้า ซึ่งแสดงถึงความคุ้มค่าของการส่งสินค้าไป-กลับระหว่างมหาสุมทรแปปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย อีกทั้ง 1) ภาครัญได้ให้เส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี เชื่อมต่อกับเส้นทางอื่นๆ เพื่อไปจนออกที่เมืองทวาย เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของการพัฒนา 2) เส้นทางผ่านบ้านพุน้ำร้อนได้รับสิทธิสามารถขนส่งโดยการปิดตู้คอนเทรนเนอร์ผ่านด่านได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เส้นทางผ่านพุน้ำร้อนเป็นศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญอย่างยิ่งในอนาคตของประเทศไทย ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีการขนส่งโดยนำสินค้าจากประเทศจีนแล้วนำมาไปยังท่าเรือแหลมฉบังเพื่อส่งออกไปยังปลายทางแล้ว

3) ปัจจุบันประเทศไทยมีการค้าที่ผ่านด่านบ้านพุน้ำร้อนส่งผ่านไปยังประเทศที่ 3 หรือไม่ อีกทั้ง วิธีการและแนวโน้มในอนาคตเป็นไปอย่างไร

– ขนาดนี้มีการส่งสินค้าที่ผ่านด่านบ้านพุน้ำร้อนและส่งไปยังประเทศจีนแล้ว โดยสินค้าส่วนใหญ่ ได้แก่ สินแร่ ไม้ยางพารา เป้นต้น สำหรับสินค้าที่ไป BIMTEC นั้น หากมีการสร้างถนนที่มีปัญหาในประเทศเมียนมาระหว่างพุน้ำร้อน-ทวายเรียบร้อย จะทำให้สามารถส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังกลุ่มประเทศดังกล่าวได้รวดเร็วอย่างมาก

         – แนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจการค้า การลงทุน ทั่วไป รวมทั้งข้อเสนอต่าง ๆ

         ปัจจุบันในเขตพื้นที่มีอุตสาหกรรมการผลิตที่สามารถใช้แรงงานต่างด้าวค่าแรงต่ำ แสดงให้เห็นว่าภาคตะวันตกของไทยที่เชื่อมต่อกับประเทศเมียนมาเป็นแหล่งผลิตสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรีมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจาก จะสามารถเป็น Land Bright ให้กับประเทศต่าง ๆ ในฝั่งตะวันออกรวมถึงภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ในการส่งสินค้าไปยังประเทศแถบตะวันตกผ่านทางทวาย  ซึ่งหากเส้นทางถนนเส้นทางด่านบ้านพุน้ำร้อน-ทวายแล้วเสร็จ จะทำให้จังหวัดกาญจนบุรีเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าไป-กลับได้ ส่งเสริมให้เกิดการค้า การลงทุน ภาคบริการและท่องเที่ยวที่เติบโตของประเทศไทย

         – สถานะของท่าเรือน้ำลึกทวายในปัจจุบัน

             บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) มีความตั้งใจทำให้สำเร็จและได้มีการเข้าไปเจราจาหาข้อสรุป แต่เนื่องจากมีปัญหาข้อขัดแย้งบางประการ โดยปัจจุบันท่าเรือดำเนินการสร้างแล้วเสร็จประมาณ 70% เหลือเพียงแต่การนำอุปกรณ์ต่าง ๆ ของท่าเรือมาติดตั้งและขุดร่องน้ำให้ลึกขึ้น

            จากการหารือกับบริษัทผู้รับเหมาถึงการเกิดท่าเรือน้ำลึก พบว่า มาจากหลายปัจจัยในการเกื้อหนุนกัน ซึ่งด่านบ้านพุน้ำร้อนถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีความพร้อมเรียบร้อย ขาดเพียงปัจจับจากเส้นทางถนนจากด่านบ้านพุน้ำร้อนไปยังทวายที่มีสภาพไม่สมบรูณ์ ทั้งนี้ หากถนนดังกล่าวแล้วเสร็จ จะทำให้ท่าเรือทวายเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

         – ความคืบหน้าของสถานีรถไฟที่เชื่อมโยงจังหวัดกาญจนบุรี-ประเทศเมียนมา

         การรถไฟได้มีแผนการทำรถไฟรางคู่ชุมทางหนองปลาดุก และอาจมีการขยายต่อไปยังชายแดนประเทศเมียนมา แต่ยังไม่มีแผนไปถึงเมืองทวาย ทั้งนี้ ยังไม่ถึงกรอบเวลาของงบประมาณที่จัดสรรมายังแผนดังกล่าว ทำให้ไม่มีการเริ่มต้นโครงการสร้างเส้นทางรถไฟ

         ข้อสรุป ภาครัฐควรผลักดันให้เกิดการสร้างถนนเส้นบ้านพุน้ำร้อน-ทวาย (AH 123) ซึ่งหากเส้นทางดังกล่าวแล้วเสร็จ จะทำให้เกิดท่าเรือน้ำลึก การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และอุตสาหกรรม
ต่าง ๆ ในบริเวณใกล้เคียงได้อย่างแน่นอน จะส่งผลให้เกิดประโยชน์ในการส่งเสริมการค้า การลงทุน และด้านอื่น ๆ ทั้งในประเทศไทยและเมียนมาให้เติบโตควบคู่กันได้อย่างต่อเนื่อง

การศึกษาดูงาน ณ ด่านศุลกากรบ้านพุน้ำร้อน

รับฟังการบรรยายจากเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรบ้านพุน้ำร้อน

ข้อมูลทั่วไปและการดำเนินงาน

         เขตพื้นที่รับผิดชอบของด่านศุลกากรสังขละบุรี มีจังหวัดกาญจนบุรี เป็น 1 ใน 6 จังหวัด ที่อยู่ในเขตรับผิดชอบ โดยมี 3 ด่านที่สำคัญไทย – เมียนมา ได้แก่ ด่านพรมแดนพระเจดีย์สามองค์ ทางอนุมัติเพื่อใช้ขนส่งก๊าซธรรมชาติบ้านอีต่อง และด่านพรมแดนบ้านพุน้ำร้อน

         ด่านพรมแดนบ้านพุน้ำร้อน เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่จัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรีจำนวน 1,307 ไร่ ก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 โดยในพื้นที่ด่านพรมแดนบ้านพุน้ำร้อน ประกอบด้วย อาคารสำนักงานศุลกากร อาคารที่พักอาศัยเจ้าหน้าที่ อาคารตรวจสอบสินค้า อาคารผู้โดยสาร อาคารตรวจสอบขาเข้า-ขาออก โดยมีแผนผังรายละเอียดของสถานที่ตั้งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

ที่มา: ด่านศุลกากรสังขละบุรี (2564)

ผลการดำเนินงาน

         ตั้งแต่เริ่มทำการเปิดด่านอย่างเป็นทางการในปี 2562 มูลค่าการนำเข้า-ส่งออก ณ ด่านพรมแดนบ้านพุน้ำร้อน มีอัตราการขยายตัวของการค้าอย่างต่อเนื่อง ดังแสดงในตารางต่อไปนี้

ที่มา: ด่านศุลกากรสังขละบุรี (2564)

         สินค้าที่มีการนำเข้า ณ ด่านศุลกากรสังขละบุรี (ด่านพรมแดนบ้านพุน้ำร้อน) ส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเล เช่น ปลาหมึกกล้วยทั้งตัวแช่เย็น หอมแดงพม่า ปลาดาบลาวทั้งตัวแช่เย็น ปลาร้า เป็นต้น โดยในปีงบประมาณ 2564 มีมูลค่าการนำเข้าทั้งสิ้นประมาณ 613,698,413.84 บาท ในส่วนของสินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคต่าง ๆ  เช่น ปลากะพงขาวทั้งตัวแช่เย็น ก๊าซ LPG ชิ้นส่วนเนื้อไก่,เครื่องในไก่ สดแช่แข็ง เป็นต้น โดยในปีงบประมาณ 2564 มีมูลค่าการส่งออก 204,982,502.98 บาท

การเยี่ยมชมในส่วนต่าง ๆ ของด่านศุลกากรบ้านพุน้ำร้อน

อาคารตรวจสอบสินค้า
อาคารตรวจสอบสินค้า
แนวเขตชายแดน ไทย-เมียนมา (บ้านพุน้ำร้อน-บ้านทิกิ)
แนวเขตชายแดน ไทย-เมียนมา (บ้านพุน้ำร้อน-บ้านทิกิ)
แนวเขตชายแดน ไทย-เมียนมา (บ้านพุน้ำร้อน-บ้านทิกิ)

แสดงความคิดเห็น