รายงานการสัมมนาและศึกษาดูงานโครงการ “ศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย” ระหว่างวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2564 ณจังหวัดสุราษฎร์ธานี

January 31, 2022

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2564 ทีมงานการศึกษาของโครงการฯ ได้ทำการล่องเรือเพื่อสำรวจการดำเนินกิจกรรมและวิถีชีวิตต่าง ๆ ในแม่น้ำตาปี และคลองท่าทองจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยล่องเรือผ่านท่าเรือและแหล่งอุตสาหกรรมต่าง ๆ เริ่มต้นที่บริเวณสะพานนริศ จนถึง ท่าเรือ พี.เค. ในคลองท่าทอง ดังนี้

การศึกษาดูงานทางน้ำ ณ แม่น้ำตาปี และคลองท่าทองที่เป็น Maritime Logistics Cluster ของจังหวัด
สุราษฎร์ธานี
 ท่าเรือบริษัท เอ็น พี มารีน จำกัด
ท่าเรือโชคพนา และสะพานศรี​สุราษฎร์
คลังน้ำมัน ปตถ. ​สุราษฎร์​ และบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)
ท่าเรือต่าง ๆ บริเวณปากคลองแม่น้ำท่าทอง
ท่าเรือต่าง ๆ บริเวณปากคลองแม่น้ำท่าทอง
ท่าเรือยูนิคแก๊สแอนด์ปิโตรเคมิคัลส์
ท่าเรือท่าทองปิโตเลียม จำกัด
ท่าเรือ บ.พีเค.มารีนเทรดดิ้ง จำกัด

จากสำรวจของทีมงานของโครงการฯ บริเวณแม่น้ำตาปี และคลองท่าทอง จะเห็นว่า มีเรือขนส่งสินค้าจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้า เช่น แร่ น้ำมัน แก๊ส เป็นต้น ซึ่งเป็นเรือแบบ Feeder ที่ขนส่งจากภายในประเทศไทยและไปยังประเทศเพื่อนบ้านบางส่วน เช่น มาเลเซีย เป็นต้น

การประชุมสัมมนาโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย ณ โรงแรมแก้วสมุย รีสอร์ท

เปิดการประชุมสัมมนา โดยนางธิดา พัทธธรรม รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีคุณศักดาพร รัตนสุภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวต้อนรับทีมงานของโครงการฯ
แนะนำภาพรวมและบรรยายแนวทางการดำเนินโครงการฯ โดย รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ รองคณบดีสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรศ.ดร. จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ
การเสวนา หัวข้อ “ความท้าทายในการขับเคลื่อนการพัฒนาเส้นทางการเชื่อมโยง ทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย” โดย รศ.ดร. จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา (ผู้ดำเนินรายการ) ร่วมกับ คุณดุสิต น่วมนวล, และคุณอาร์ม วงศ์อำไพพิสิฐ
ความคืบหน้าของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC)

จากนโยบาย SEC เพื่อการพัฒนานวัตกรรม แต่อุตสาหกรรมในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนใหญ่อยู่ในโครงสร้างสร้างของอุตสาหกรรมอยู่ในระดับ 1.0 และ 2.0 ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปขั้นต้นที่มีมูลค่าต่ำและมีการใช้อยู่ในพื้นที่ แต่มีต้นทุนการจัดการโลจิสติกส์ค่อนข้างต่ำ

            จุดเริ่มต้นของหอการค้าที่เกี่ยวข้องกับ SEC มีด้วยกัน 4 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1) โครงการ Western Gateway 2) โครงการ Royal Coat ฿ Andaman Route 3) Bio-Based & Processed Agricultural Product และ 4) Green, Culture & Livable Cities โดยเป็นการเชื่อมต่อการขนส่งทั้งทางน้ำและทางบกเพื่อนำสินค้าจากจังหวัดออกสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ การสร้างระบบโลจิสติกส์ที่ดีและประสิทธิภาพจึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้สุราษฎร์ธานีเป็นจุดกระจายที่สำคัญของภาคใต้ และสร้างโครงการของสินค้าที่โดดเด่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ “อ้อยปาล์มซิตี้” เป็นอุตสาหกรรมการแปรรูปขั้นสูง โดยมีนโยบายการผลิตสินค้าและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องการวัตถุดิบในจังหวัด เช่น โรงงานเครื่องสำอาง ไบโอเคมีคัล เป็นต้น

         – การเพิ่มมูลค่าการขนส่งและความหลากหลายของสินค้าในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

            ด้านโลจิสติกส์ได้มีการแก้ปัญหาและผลักดันในหลาย ๆ ด้าน เช่น การพัฒนาท่าเรือระนอง การพัฒนาการขนส่งทางรางชุมพร-ระนอง และการขนส่งของเหลวทางท่อ เป็นต้น โดยทั้งหมดมีการศึกษาและความคืบหน้าของการดำเนินงาน แต่ยังไม่ทราบถึงแนวทางในอนาคต

            การแปรรูปผลผลิตจากปาล์มมี 2 รูปแบบ ได้แก่

            1) แปรรูปเพื่อการบริโภค มีการแปรรูปในส่วนนี้น้อยและไม่แนวโน้มของการเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังโดนกีดกั้นในการส่งออก

            2) การแปรรูปเพื่อพลังงาน มีการแปรรูปในส่วนนี้จำนวนมาก โดยมีการสนับสนุนและวิจัยจากหลายภาคส่วน อีกทั้ง ในปี พ.ศ.2564 ราคาปาล์มสูงมากประมาณ 8-9 บาทต่อกิโลกรัม

            ทั้งนี้ หากจะมีการพัฒนาต่อยอดการแปรรูปจำเป็นจะต้องมีความพร้อมด้านโลจิสติกส์ และมีทางเลือกในการขนส่งที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น การสร้างท่าเรือสาธารณะที่ทุกคนสามารถใช้บริการได้ ที่มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ เป็นต้น แต่ปัญหาที่พบในปัจจุบัน คือ การมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดเกณฑ์ต่าง ๆ   ดังนั้น จึงควรมีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานส่วนกลางที่ทุกภาคส่วน เช่น เกษตรกร ผู้ประกอบการลานเท และโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป สามารถใช้รูปแบบเดียวกัน

            จังหวัดสุราษฎร์ธานีถือเป็นจังหวัดที่มีการพัฒนาใน 3 สินค้าหลัก ได้แก่ 1) ปาล์ม-อ้อยปาล์มซิตี้ 2) การเลี้ยงกุ้งขาว 3) การพัฒนาดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับโรงงานในการต่อยอดของสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น สมุนไพร เป็นต้น

            การท่องเที่ยวและเกษตรกรรมถือเป็นรายได้หลักที่สำคัญของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งถือเป็นศักยภาพพิเศษของจังหวัด เนื่องจาก หากปีที่การท่องเที่ยวหดตัว เช่น การเกิดโควิต-19 เป็นต้น ยังมีสินค้าภาคเกษตรกรรมที่เป็นสินค้าที่ช่วยสร้างรายได้ หรือหากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ยังมีด้านการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นปัจจัยสำคัญในส่งเสริมทั้ง 2 สิ่งดังกล่าวให้มีการพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น

         – การพัฒนาที่ควรจะมีในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

            แนวคิดการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างมีประสิทธิภาพ คือ 1) การสร้างนิคมอุตสาหกรรม 2) การพัฒนาการขนส่ง และ 3) การพัฒนาแรงงาน โดยภาครัฐควรจำเป็นพัฒนาด้านการขนส่งในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมและแรงงานซึ่งเป็นผลทำให้เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่ ทั้งนี้
ในปัจจุบันส่วนใหญ่การส่งออกสินค้า เช่น เฟอร์นิเจอร์ ยาง เป็นต้น จำเป็นต้องใช้ท่าเรือแหลมฉบัง
ซึ่งผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมากในการขนส่ง

         ธุรกิจที่ควรสร้างในจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ ธุรกิจที่สามารถใช้วัตถุดิบที่มีการผลิตในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยควรมีการลงทุนต่อยอดในด้านการเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ สุราษฎร์ธานีมีความพร้อมในการพัฒนาด้านการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้เพื่อลดต้นทุน รวมถึงการสร้างการเชื่อมโยงการขนส่งที่มีประสิทธิภาพย่อมทำให้เกิดการพัฒนาในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

            – การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับทางเลือกในการพัฒนาความเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย

         ข้อสรุป ส่วนใหญ่อยากเห็นการพัฒนาทางเลือก 1 คือการพัฒนาการพัฒนาพื้นที่การผลิตและพาณิชยกรรมตามแนวเส้นทางฝั่งอ่าวไทยและอันดามันเพื่อเพิ่มปริมาณความต้องการบริการขนส่ง แต่ไม่ได้มีการพัฒนาสะพานเศรษฐกิจทางบกเส้นทางใหม่ เนื่องจาก การพัฒนาทั้งจากทางเลือกอาจมีผลกระทบต่าง ๆ ตามมาทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม  และวัฒนธรรม รวมถึง หลายจังหวัดในภาคใต้มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญหลายพื้นที่ ซึ่งหากเลือกทางทั้งการขุดคลองและสร้างสะพานเศรษฐกิจ อาจส่งผลกระทบกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            การเลือกทางเลือกต่าง ๆ จำเป็นต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าภาคใต้และจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมถึงต้องการลดต้นทุน โดยคนในพื้นที่ต้องได้ประโยชน์จากทางเลือกดังกล่าว ซึ่งหากพิจารณาที่ทางเลือกที่ 1 จะเห็นในพื้นที่ภาคใต้รวมถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีเส้นทางการเชื่อมโยงการขนส่งเดิมไปพื้นที่ต่าง ๆ ที่ดีอยู่แล้ว แต่จำเป็นจะต้องพัฒนาเพิ่มเติมทั้งการขนทางน้ำและทางบก ทั้งนี้ หากเลือกทางเลือกการพัฒนาอื่น ๆ ต้องพิจารณาว่าลงทุนแล้วใครจะมาใช้และเกิดผลดีต่อคนในพื้นที่หรือไม่

การศึกษาดูงาน ณ ท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสัก

รับฟังการบรรยายการบริหารงานท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสัก โดยคุณประภาส แสงอรุณ รองนายกเทศมนตรีเมืองดอนสัก

ข้อมูลทั่วไปและการดำเนินงาน

         – ความเป็นมาท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสัก

         จากการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับการขอรับ
การสนับสนุนงบประมาณโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการท่องเที่ยวอำเภอดอนสัก อำเภอเกาะสมุย อำเภอ
เกาะพะงัน โดยขอรับการสนันบสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกรมเจ้าท่า ในการสร้างการขนส่งทางน้ำเพื่อบริการนักท่องเที่ยวให้เพียงพอสู่เกาะต่าง ๆ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

            ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2549 ท่าเทียบเรือได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยมีเทศบาลรับมอบท่าเรือไปดำเนินการบริหารจัดการเป็นท่าเรือเชิงพาณิชย์ โดยการเช่ามีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่กรมขนส่งทางน้ำส่งมอบท่าเรือให้สำนักงานธนารักษ์จังหวัดสุราษฎธานี และได้ส่งมอบต่อให้เทศบาลตำบลดอนสัก ในวันที่  30 พฤศจิกายน 2549

            – องค์ประกอบและลักษณะของท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสัก

            มีความยาวหน้าท่า 42 เมตร กว้าง 22 เมตร ห่างจากฝั่ง 470 เมตร ความลึกของน้ำลงต่ำสุด 3-6 เมตร เรือขนาดใหญ่ที่สุดเทียบท่าได้กิน้ำลึก 24 ฟุต โดยท่าเทียบเรือถูกออกแบบให้สามารถรับเรือเฟอรร์รี่พร้อมกันครั้งละ 2 ลำ เรือสินค้า 1 ลำ และมีท่าสำหรับเรือโดยสาร 2 ลำ

            ท่าเทียบเรือมีลักษณะเป็นรูปตัว โดบริเวณปลายสะพานประอบด้วยท่าเทียบเรือความยาว 50 เมตร จำนวน 3 ท่าเทียบเรือ ประกอบด้วย ท่าเทียบเรือหมายเลข 1 และ 2 เป็นท่าเทียบเรือโดยสาร ความลึกเฉลี่ยบริเวณท่าเทียบ 5-8 เมตร ส่วนท่าเทียบเรือหมายเลช 3 เป็นท่าสำหรับเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมัน

            – แนวทางการบริหารท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสัก

            การบริหารท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสัก เทศบาลดอนสักได้ดำเนินตามข้อผูกพันกับกระทรวงการคลังโดยเปิดให้เอกชนเข้ามาประกอบธุรกิจโดยไม่ผูกขาด ซึ่งมีคณะกรรมการบริหารในการกำหนดทิศทางนโยบายต่าง ๆ โดยมีผู้จัดการดูแลท่าเทียบเรือ เป็นผู้รับนโยบายจากคณะกรรมการ และทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับท่าเทียบเรือ และนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหาร

            ในปัจจุบันมีบริษัทผู้ใช้บริการท่าเทียบเรือทั้งการให้บริการขนถ่ายสินค้า การขนถ่ายผู้โดยสาร และการขนถ่ายน้ำมัน เช่น บริษัทผาหลวงซีทรานส์ จำกัด บริษัทเรือเร็วลมพระยา จำกัด บริษัท พี.ซี.มารีน (1992) จำกัด เป็นต้น

            ทั้งนี้ ท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสัก มีแผนการดำเนินการขยายท่าเทียบเรือต่อไปในอนาคต โดยอยู่ระหว่างการศึกษาการสร้างท่าเทียบเรือต่อจาก 3 ท่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยให้มีร่องน้ำที่ลึกมากยิ่งขึ้นเพื่อให้เรือขนาดใหญ่เข้ามาใช้บริการได้

         ปัญหาที่สำคัญของท่าเทียบเรือ

         ปัญหาที่สำคัญของท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสัก ประกอบด้วย 1) ร่องน้ำของท่าเทียบเรือไม่ลึกเท่าที่ควร และ 2) กฎและระเบียบต่าง ๆ ที่ภาครัฐตั้งขึ้นอาจไม่เอื้ออำนวจต่อการประกอบธุรกิจ เช่น การส่งมอบรายได้ร้อยละ 50 โดยไม่หักค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายซ่อมแซมจำเป็นต้องให้ท้องถิ่นเป็นผู้จ่ายทั้งหมด เป็นต้น

         – รายได้หลักของท่าเทียบเรือ

         รายได้หลักของท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสักมาจาก 2 ส่วน ได้แก่ 1) รายได้จากการขนถ่ายสินค้า และ 2) รายได้จากเรือโดยสาร ซึ่งในปัจจุบันในปี 2564 ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการขนถ่ายสินค้า เป็นหลัก เนื่องจาก ปัญหาเชื้อไวรัสโควิต-19 ทำให้ปัจจุบันไม่มีการขนถ่ายนักท่องเที่ยวในท่าเรือดังกล่าว

การเยี่ยมชมท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสัก
การเยี่ยมชมท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสัก

แสดงความคิดเห็น