รายงานการสัมมนาและศึกษาดูงานโครงการ “ศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย” ระหว่างวันที่ 20-21 มกราคม 2565 ณ จังหวัดสงขลา

April 7, 2022

การประชุมสัมมนาโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและ
อันดามันของประเทศไทย ณ ห้องเทพทาโร โรงแรมบุรีศรีภู จ.สงขลา

– เปิดการประชุมสัมมนาโครงการฯ โดย นางสาวสุนทราลักษณ์ เพ็ชรกูล ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

This image has an empty alt attribute; its file name is image-1.png

แนะนำภาพรวมและบรรยายแนวทางการดำเนินโครงการฯ โดย ศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร. จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ

          – การเสวนา หัวข้อ “ความท้าทายในการขับเคลื่อนการพัฒนาเส้นทางการเชื่อมโยง ทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย” โดยมี ศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล และรศ.ดร. จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมกับผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.มาลิน สืบสุข

– ภาพรวมเศรษฐกิจปัจจุบันในจังหวัดสงขลา

ในปัจจุบันเศรษฐกิจสงขลาอยู่ในช่วงซบเซา โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและบริการ เนื่องมาจาก ปัญหาของโควิด-19 ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งไทย-ต่างชาติ เดินทางมาท่องเที่ยวและใช้จ่ายน้อยลงซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนอย่างมาก ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ถึงแม้ไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากเท่าที่ควร แต่จังหวัดสงขลายังขาดโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาทางธุรกิจ เช่น ท่าเรือน้ำลึก รถไฟความเร็วสูง เป็นต้น อีกทั้ง ศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานเดิมยังไม่สามารถรองรับกับอุตสาหกรรมภายในจังหวัดสงขลาและภาคใต้ได้อย่างเติมประสิทธิภาพ เช่น ศักยภาพของท่าเรือที่ยังไม่สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ ศักยภาพของด่านชายแดนที่ใช้เวลานานเกินไป เป็นต้น

– ปัจจัยที่เป็นจุดเด่นที่ทำให้ภาคใต้มีเศรษฐกิจที่เจริญก้าวหน้า

ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจของภาคใต้เติบโต แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) การท่องเที่ยวที่ปัจจุบันมีปัญหาอย่างมากอันเนื่องมาจากโควิด-19 และ 2) ภาคอุตสาหกรรม ที่ยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้แต่จำเป็นจะต้องสร้างอุปสงค์ความต้องการของสินค้าให้มีมากขึ้น ดังนั้น การที่จะทำให้เศรษฐกิจในภาคใต้เจริญเติบโตต่อไปได้จำเป็นจะต้องจูงใจให้คนภายในประเทศมาท่องเที่ยวในภาคใต้กันมากขึ้นเพื่อให้ธุรกิจท่องเที่ยวยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน สำหรับภาคอุตสาหกรรมจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาและสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับอุปสงค์ของสินค้าในภาคใต้ เพื่อให้การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมสามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มรูปแบบมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากภาคใต้มีระบบโครงสร้างพื้นที่เหมาะสมจะสามารถผลักดันทั้งภาคอุตสาหกรรมและท่องเที่ยวให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

– มุมมองของการพัฒนาท่าเรือในจังหวัดสงขลา

ท่าเรือสงขลาในปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับปริมาณของสินค้าในภาคใต้อย่างเต็มศักยภาพ เนื่องจากมีปัญหาต่างหลายประการ เช่น ปัญหาการขุดลอกร่องน้ำ การขัดแย้งของชาวประมงในพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาและขยายตัวของท่าเรือ รวมถึงความไม่พร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ปั่นจันยกสินค้า พื้นที่ลานวางตู้ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบบางส่วนนำตัดสินใจนำสินค้าไปใช้บริการที่ท่าเรือปีนัง ซึ่งมีต้นทุนการขนส่งไปจีน และญี่ปุ่น ที่ต่ำกว่าการใช้บริการที่ท่าเรือสงขลา

ดังนั้น หากมีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้ เช่น การสร้างท่าเรือใหม่ หรือการนำสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มาใช้ เป็นต้น จะเป็นการดึงดูดให้ผู้ประกอบให้หันมาใช้บริการที่ท่าเรือสงขลามากยิ่งขึ้น เนื่องจาก หากมีการดำเนินการแก้ไขสิ่งเหล่านี้ จะสามารถลดต้นทุนการขนส่งให้ผู้ประกอบไทย รวมถึงยังอาจทำให้เรือต่าง ๆ นำมาเทียบท่าเรือสงขลาได้มากขึ้น จากอุปสงค์ของสินค้าในพื้นที่ที่มีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าของจังหวัดสงขลาเติบโตมากยิ่งขึ้น

– การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับทางเลือกในการพัฒนาความเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย

 

          ข้อสรุป จากการรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนที่ประชุมสัมมนาการพัฒนาความเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศพบว่า มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนาทั้งในพื้นที่และการเชื่อมโยงที่หลากหลาย ประกอบด้วย

          – การพัฒนาการขุดคลองลัดหรือคลองไทย นั้นเป็นการพัฒนาการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทยได้ดีที่สุด โดยคลองไทยจะเป็นเส้นทางเดินเรือสากลโลกที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยเชื่อมกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และยังสามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตต้นทุนต่ำที่มีการพัฒนาเป็นเขตระเบียงเศรฐกิจพิเศษภาคใต้ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศและพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงการพัฒนารูปแบบคลองนั้นสามารถพัฒนาคลองที่มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเช่นเดียวกับการขุดคลองในต่างประเทศได้ ดังนั้น จึงอยากให้มีการศึกษาเชิงลึกถึงศักยภาพที่แท้จริงของการมีคลองไทยในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อพิจารณาถึงความคุ้มค่าของการสร้างคลองไทยต่อไป

          – การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จำเป็นต้องพิจารณาถึงปริมาณอุปสงค์ หรือ Demand Size ในการผลิตภาคอุตสาหกรรม เพื่อประเมินถึงความคุ้มค่าของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้น ๆ ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงทำเลที่ตั้งของจังหวัดสงขลานั้นมีความเหมาะสมอย่างมากต่อการประกอบธุรกิจ แต่ในปัจจุบันยังพบว่า ยังขาดการสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนมาลงทุนในพื้นที่ ซึ่งภาครัฐควรให้สนับสนุนอย่างเต็มที่ในส่วนดังกล่าว เพื่อให้ปริมาณอุปสงค์ในพื้นที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของปัญหาท่าเรือสงขลานั้นมีมายาวนาน เช่น ความไม่พร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก ปัญหาเกี่ยวกับการสัมปทาน เป็นต้น แต่ปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้ผู้ประกอบนำสินค้าที่ผลิตได้ไปส่งออกในท่าเรืออื่น ๆ ที่มีต้นทุนต่ำกว่าท่าเรือสงขลา ดังนั้น ภาครัฐควรเข้าบริหารจัดการแก้ไขปัญหาในส่วนดังกล่าว

          – ในด้านของผู้ประกอบการไทยในจังหวัดสงขลา เห็นว่า การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ การขุดคลองลัด หรือ Land Bridge เป็นต้น จำเป็นจะต้องทำให้เกิดการลดต้นทุนของผู้ประกอบ ซึ่งหากโครงการที่ภาครัฐผลักดันสามารถลดต้นทุนและเวลาการขนส่งได้ ผู้ประกอบพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานนั้น ๆ

          – การสร้างหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ควรคำนึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุด และอยากให้มีการพัฒนาการเชื่อมโยงทางบกระหว่าง 2 ฝั่งทะเล เกิดขึ้น เช่น การเชื่อมโยงทางบกของระหว่างสงขลากับท่าเรือปากบารา เป็นต้น ซึ่งเป็นเส้นทางแนวคิดเดิมในอดีต เนื่องจาก ทำให้เกิดการกระตุ้นทั้งภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว ส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่ขยายตัว

การศึกษาดูงานนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา

          – รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป แนวทางการพัฒนา และปัญหาของนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้จากเจ้าหน้าผู้ปฏิบัติงาน พร้อมเดินทางเยี่ยมชมการปฏิบัติงานในส่วนต่าง ๆ ภายในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้

          ข้อมูลทั่วไปของนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้

          นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ เริ่มก่อสร้างเดือนมีนาคม 2537 แล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2541 มีพื้นที่นิคมฯ 2,261 ไร่ แบ่งโครงการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 และ 2/1 มีพื้นที่ 1,218 ไร่  ระยะที่ 2/2 และ 3 มีพื้นที่ 1,043 ไร่ ในโครงการมีพื้นที่สาธารณูปโภคและสาธารณูปการประมาณ 725 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 32.26 ของพื้นที่โครงการทั้งหมด ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำดิบใช้ในการผลิตน้ำประปา ระบบผลิตและสูบจ่ายน้ำประปา ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง สถานีไฟฟ้าย่อย ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบถนน ระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบสื่อสารและโทรคมนาคม โดย ณ ในปี พ.ศ. 2564 ในโครงการ มีผู้ประกอบการจำนวน 37 ราย และเงินลงทุน 5,986 ล้านบาท และจากการภาคใต้ถือเป็นแหล่งผลิตยางพาราที่สำคัญของประเทศไทย นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้จึงมีแนวทางในการพัฒนาให้เป็น Rubber City ในพื้นที่ประมาณ 600 ไร่

          โดยลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ถุงยางมือและถุงยางอนามัย มากที่สุด รองลงมาคือ ฟองน้ำ ที่นอน  ยางสายพาน และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ตามลำดับ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำร้อยละ 80 และอุตสาหกรรมกลางน้ำร้อยละ 20

          จากการรับฟังข้อมูลต่าง ๆ ภายในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ พบว่า มีการเข้ามาดำเนินกิจการของผู้ประกอบการใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมเกี่ยวกับยางพาราและทั่วไปน้อยมาก โดยในปี พ.ศ.2564 มีการเพิ่มปริมาณการผลิตที่สูงขึ้น แต่เป็นการเพิ่มปริมาณเป็นของผู้ประกอบเดิมเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้มีการทำโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อดึงดูด สิทธิประโยชน์ และมีระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่มีศักยภาพ รวมถึงการมีพัฒนา Rubber City เพื่อดึงดูดผู้ประกอบที่เกี่ยวข้องกับยางพาราแล้วก็ตาม

          นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ถือเป็นนิคมที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจ สามารถส่งสินค้าไปประเทศเพื่อนบ้านได้รวดเร็ว สามารถขนส่งได้ทั้งทางรถและเรือ แต่จากข้อจำกัดและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งภายในและนอกนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ เช่น ต้นทุนการดำเนินกิจการในนิคมที่สูงกว่าต้นทุนการดำเนินกิจการภายนอก การขนส่งสินค้าทางเรือที่ศักยภาพของท่าเรือสงขลาค่อนข้างจำกัด เป็นต้น ซึ่งสาเหตุหลักอาจมาจากการดำเนินนโยบายที่ไม่ชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้อุปสงค์ของผู้ประกอบการในการเข้ามาทำกิจการในนิคมลดลงและมีจำนวนไม่มากดังที่กล่าวมา

การศึกษาดูงานท่าเทียบเรือสงขลา

          – รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปและแนวทางการพัฒนาท่าเทียบเรือสงขลา โดยคุณวัฒนชัย เรืองเลิศปัญญากุล ผู้อำนวยการท่าเรือน้ำลึกสงขลา พร้อมเดินทางเยี่ยมชมการปฏิบัติงานในส่วนต่าง ๆ ภายในท่าเทียบเรือสงขลา

          ข้อมูลทั่วไปของท่าเทียบเรือสงขลา

          ท่าเรือสงขลาตั้งอยู่ที่ ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา มีพื้นทีทั้งหมด 72 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทางบก 12 ไร่ และพื้นที่ถมทะเล 60 ไร่ โดยมีบริษัทเจ้าพระยาท่าเรือสากล จำกัด เป็นผู้รับสัมปทานในการดำเนินการบริหารท่าเรือสงขลา

          ท่าเรือสงขลาถูกออกแบบเป็นท่าเรืออเนกประสงค์มีร่องน้ำจากฝั่งยาวประมาณ 6 กิโลเมตร กว้าง 120 เมตร ลึก 9 เมตร โดยสามารถรับน้ำหนักเรือได้ประมาณ 20,000 เดทเวทตัน หรือเรือที่มีความยาวไม่เกิน 180 เมตร กว้างไม่เกิน 26 เมตร ในท่าเทียบเรือมีความยาวทั้งสิ้น 510 เมตร แบ่งออกเป็น 3 ท่า สามารถรับเรือขนาดยาวไม่เกิน 173 เมตร ได้ 3 ลำ รวมถึงมีพื้นที่ลานวางตู้สินค้าประมาณ 50,000 ตารางเมตร

          สำหรับสินค้าทั่วไปที่ผ่านท่าเรือสงขลาประมาณ 2.2 ล้านตันต่อปี และมีตู้คอนเทนเนอร์ที่ผ่านท่าเรือสงขลาประมาณ 200,000 ตู้ต่อปี โดยมีสินค้าออกมากกว่าสินค้าเข้า ซึ่งสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ คือ สินค้าเกษตรแปรรูป ถุงมือยาง อาหารกระป๋อง ตามลำดับ สำหรับสินค้าขาเข้า คือ สินค้าแช่แข็ง เคมีภัณฑ์ ตามลำดับ

ปัญหาที่พบในท่าเรือสงขลา

          ปัญหาที่ผ่านมาตลอดของท่าเรือสงขลาคือสิ่งอำนวยความสะดวกในท่าเรือ ได้แก่

          1) พื้นที่ใช้สอยบนบก 12 ไร่ คับแคบและไม่เพียงพอกับการวางตู้คอนเทนเนอร์ที่เพิ่มขึ้น

          2) ปัญหาร่องน้ำของท่าเรือที่มีความลึกไม่เพียงพอให้เรีอขนาดใหญ่เข้ามาเทียบ ทำให้ต้นทุนในการส่งออก-นำเข้าสูงขึ้น

          3) ท่าเรือสงขลาไม่มีปั่นจันหน้าท่าที่ใช้ยกตู้คอนเทนเนอร์ดังนั้นในการยกตู้สินค้าขึ้น-ลง ต้องใช้ปั่นจันของเรือในการขนย้าย ซึ่งเรือน้อยลำที่มีปั่นจันดังกล่าว ซึ่งทำให้ค่าระวางของท่าเรือสงขลาสูงกว่าท่าเรืออื่น ๆ เมื่อต้องแข่งขันต้นทุนรวม ทำให้ผู้ประกอบเลือกใช้ท่าเรือปีนังในการขนส่งจำนวนมาก

          4) หากจะขนส่งสินค้าไปจีนจากท่าเรือสงขลาจำเป็นจะต้องไป Transshipment ที่ท่าเรือสิงคโปร์ ซึ่งแตกต่างจากท่าเรือปีนังที่มีเรือวิ่งไปจีนได้เลย ซึ่งนี้ทำให้ต้นทุนการส่งขนของท่าเรือสงขลาสูงกว่า ดังนั้นผู้ประกอบการจึงเลือกใช้ท่าเรือปีนังในการขนส่ง โดยในแต่ละปีมีผู้ประกอบการไทยขนส่งโดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 400,000-500,000 ตู้ ที่เลือใช้ท่าเรือปีนัง

          5) พื้นที่โดยรอบของท่าเรือสงขลามีการทำประมงของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีผลต่อเรือสินค้าที่จะเข้าเทียบท่าเรือสงขลา เช่น การตั้งสิ่งกีดขวางทางน้ำ การวางอวนหรือแหในการจับสัตว์น้ำ เป็นต้น

          แผนการพัฒนาท่าเรือสงขลา

          การพัฒนาท่าเรือสงขลาให้สามารถแข่งขันกับท่าเรืออื่น ๆ ในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงตู้คอนเทนเนอร์ที่ผ่านท่าเรือให้เพิ่มขึ้น 500,000 ตู้ต่อปี โดยมีรายละเอียดดังนี้

          1) การขุดลอกร่องน้ำให้อยู่ในระดับ 9 เมตร เพื่อให้เรือลำเลียงตู้ หรือ เรือ Feder สามารถเข้าเทียบท่าได้มากขึ้น

          2) การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม เช่น การติดตั้งปั่นจันหน้าท่า 3 ตัว และอุปการณ์ยกขนอื่น ๆ เช่น รถยกตู้คอนเทนเนอร์

          3) การขยายถนนทางเข้าพื้นที่ท่าเรือเป็น 4 ช่องจราจร เพื่อให้รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งมีขนาดใหญ่ สามารถเดินทางเข้า-ออกได้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น

          4) ปรับพื้นที่ลานวางตู้สินค้า เพื่อพื้นที่ลานวางตู้สินค้า เพิ่มขึ้นจาก 5,000 ตู้ เป็น 8,000 ตู้ และพื้นที่วางตู้จากเดิม 3-4 ชั้น เป็น 4-5 ชั้น

แสดงความคิดเห็น