รายงานการสัมมนาและศึกษาดูงานโครงการ “ศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย” วันพฤหสบดีที่ 9 ธันวาคม 2564 ณ จังหวัดตรัง

January 31, 2022

การประชุมสัมมนาโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย ณ ห้องนครินทร์บอลรูม โรงแรมเรือรัษฎา จังหวัดตรัง

เปิดการประชุมสัมมนาโครงการฯ โดย นางธิดา  พัทธธรรม รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
แนะนำภาพรวมและบรรยายแนวทางการดำเนินโครงการฯ โดย ศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรศ.ดร. จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ

         การเสวนา หัวข้อ “ความท้าทายในการขับเคลื่อนการพัฒนาเส้นทางการเชื่อมโยง ทางทะเลฝั่ง
อ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย” โดยมี รศ.ดร. จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา และ รศ. วันชัย มีชาติ เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมกับผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ คุณประชา งามรัตนกุล คุณธีรวัฒน์ หวังศิริเลิศ และคุณพิทักษ์พงษ์ ชัยคช

ความพร้อมและความคืบหน้าของ SEC ในจังหวัดตรัง เพื่อการเชื่อมโยงทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย

         ในปัจจุบันภาคใต้มีแนวคิดในการเชื่อมโยงทางทะเลภาคใต้เส้นทางการขนส่งทางถนนและรางทางทะเล เช่น เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 44 (กระบี่-ขนอม) และเส้นทางแลนด์บริดจ์สงขลา–สตูล เป็นต้น แต่ยังไม่สามารถเป็นเส้นทางเพื่อเชื่อมโยงทั้ง 2 มหาสมุทร ได้จริง ซึ่งการเชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเล เป็นผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยในการลดต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

            ประเทศไทยมีการเชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเลอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่เป็นโครงการขนาดเล็ก แต่ในอดีตมีโครงการขนาดใหญ่ในการเชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเล คือ โครงการ Southern Seaboard ซึ่งเป็นแนวคิดผลักดันกันมาหลายรัฐบาล ทั้งนี้ โครงการมีแนวโน้มก่อผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม จนอาจสร้างความขัดแย้งทั้งในมิติทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมด้วย หลายพื้นที่มีกระแสคัดค้านค่อนข้างแรง โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา และสตูล จะเห็นว่า โครงการนี้ดังกล่าวมีผลกระทบต่อประชาชนทำให้ดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นการสร้างโครงการขนาดใหญ่ควรมีแผนการดำเนินงานที่ให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องถึงประโยชน์ที่ได้รับ ทั้งนี้ ควรนำโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วมาพัฒนา โดยทบทวนจากปัญหาการจัดการที่เกิดกับโครงการในอดีตที่ไม่ค่อยบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เช่น ท่าเรือนาเกลือ เป็นต้น

            สำหรับการขุดคลองนั้นอาจสายเกินไป เนื่องจาก ในปัจจุบันเรือสามารถข้ามฝั่งในจากช่องแคบ
มะละกาเมื่อเที่ยบเส้นทางแนวคลองไทยไม่แตกต่างกันมากเท่าที่ควร ทำให้สายเรืออาจยังคงใช้เส้นทางในช่องแคบมะละกาในการเดินทางต่อไป

            เส้นทางการขนส่งทางรางอาจเป็นคำตอบที่สำคัญของการพัฒนาการโลจิสติกส์ไทย แต่ควรปฏิวัติรถไฟและปรับปรุงรางให้ดีขึ้น รวมถึง การเชื่อมโยงขนาดรางให้เหมาะสมกับต่างประเทศ จะเป็นการช่วยให้เกิดการใช้บริการทางรางที่มากขึ้น โดยในปัจจุบันการใช้เส้นทางการขนส่งทางรางในภาคใต้มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ทำให้ภาคเอกชนใช้การขนส่งทางน้ำและทางถนนมากกว่าทางราง

         – สถานการณ์การท่องเที่ยวและแผนพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวของจังหวัดตรัง

         ด้านการท่องเที่ยว ในปัจจุบันการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศจะใช้รถยนต์เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจาก การใช้รถไฟยังไม่สะดวกเท่าที่ควร แต่หากมีการเชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเลเกิดขึ้น ทางรางเกิดขึ้นจะทำให้นักท่องเที่ยวได้ประโยชน์ เนื่องจาก จะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไประหว่างฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทยได้รวดเร็วปลอดภัย และสะดวกสบาย รวมถึง ประชาชนในพื้นที่โดยรอบจะได้รับประโยชน์จากกำไรที่มีนักท่องเที่ยวมาเพิ่มมากขึ้น

            ในฝั่งทะเลอันดามันควรมีศูนย์กลางบริการนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เช่น ท่าเรือ เป็นต้น เพื่อเป็นจุดแลนด์มาร์คในให้บริการรับ-ส่งนักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในภาคใต้ แต่ในปัจจุบันไม่มีท่าเรือขนาดใหญ่ดังกล่าวรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

         – การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในจังหวัดตรัง

            จังหวัดตรังมีพื้นที่ประมาณ 3 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ของภาครัฐประมาณร้อยละ 40 เช่น อุทยานป่าไม้
เป็นต้น และเป็นพื้นที่ของประชาชนประมาณร้อยละ 60 เช่น ภาคเกษตรกรรรม ภาคธุรกิจการบริการ
ภาคธุรกิจเชิงพาณิชย์ เป็นต้น โดยเป็นพื้นที่เพาะปลูกยางพารามากที่สุด รองลงมาคือ ปาล์มน้ำ ซึ่งจะเห็นว่าอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัดตรังมาจากภาคการเกษตรเป็นหลัก แต่ภาคดังกล่าวไม่สามารถเติบโตได้ เนื่องจาก ในปี พ.ศ. 2558 จังหวัดตรังได้ประกาศให้มีการใช้ผังเมืองรวมจังหวัดตรัง ที่ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเติบโตของภาคเกษตรกรรมในจังหวัด แต่กลับไปพึ่งพาภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างรายได้ให้จังหวัดตรังน้อยที่สุด

            ในอนาคตหากมีการเกิดภัยพิบัติขึ้น ซึ่งไม่มีการพัฒนาผังเมืองที่ดี อาจทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก รวมถึงการมีดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ควรพิจารณาบริบทต่าง ๆ ของพื้นที่โดยรวม  เช่น การสร้างท่าเรือไม่ควรในพื้นที่เดียวกันทำให้เกิดการแย่งลูกค้า เป็นต้น ดังนั้น ควรจำเป็นจะต้องพัฒนา Supply เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เรือมาจอด เพื่อให้มีการใช้ท่าเรือในการเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

            ในจังหวัดตรังมีความพร้อมด้านการเดินทางทั้งสนามบิน ท่าเรือ ถนน ซึ่งเป็นส่วนดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมากอยู่แล้ว แต่หากต้องการให้มีการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงเรื่องผังเมืองให้มีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนและกระบวนการต่าง ๆ ที่ล่าช้า และควรเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการด้วยตนเอง

         – ข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการในพื้นที่ เกี่ยวกับการขับเคลื่อนการพัฒนาเส้นทางการเชื่อมโยงทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางโลจิสติกส์ที่สำคัญที่ใช้ในการเชื่อมโยงการค้าและการขนส่งทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของไทย

         การสร้างโครงสร้างพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น การขุดคลองลัด เป็นต้น จำเป็นจะต้องอาศัยแรงงานจำนวนมากและจำเป็นต้องใช้แรงงานจากต่างประเทศที่มีทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะในด้านดังกล่าวมาทำให้สร้างและออกแบบโครงการ รวมถึงจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการสร้าง ดังนั้น จึงเห็นว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นที่ที่มีอยู่ในปัจจุบันมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นสิ่งที่น่าจะมีประโยชน์กับประเทศไทย ณ ปัจจุบันมากที่สุด แต่หากอนาคตหากจำเป็นต้องสร้างโครงการขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีการศึกษาและทบทวนถึงปัญหาและความเป็นไปได้ของโครงการในอดีตอย่างลึกซึ้งต่อไป

การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับทางเลือกในการพัฒนาความเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย

ผู้ให้ความเห็นในที่ประชุมสัมมนาบางส่วน เห็นว่า การขุดคลองลัดเชื่อม 2 ฝั่งทะเล หรือโครงการคลองไทยมีประโยชน์สามารถส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นและประเทศชาติมีรายรับที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งทำให้เกิดการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ของประเทศ และบางส่วนเห็นว่าการใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมโดยการเชื่อมโยงเส้นทางต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อน ณ ปัจจุบัน เนื่องจากการสร้างโครงการขนาดใหญ่มีความไปได้น้อยมากในปัจจุบัน และในระยะยาวหากเห็นถึงความคุ้มค่าที่ของการดำเนินโครงการจึงเริ่มต้นกระบวนก่อสร้างขึ้น

การศึกษาดูงาน ณ ท่าเรือยุโสป จังหวัดตรัง
การศึกษาดูงาน ณ ท่าเรือยุโสป จังหวัดตรัง

ท่าเรือยุโสบเป็นท่าเทียบเรือเอกชน เปิดให้บริการในปี 2551 มีเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ โดยมีบริษัท ยูโสบ อินเตอร์เนชั่นแนล กันตัง พอร์ต จำกัด เป็นผู้ดำเนินกิจการ โดยในช่วงแรกเริ่มจากการประกอบกิจการเป็นการใช้ท่าเรือเพื่อขนส่งแร่ยิปซั่มและแร่อื่น ๆ เนื่องจาก เดิมบริษัท ยูโสบฯ ดำเนินกิจการเหมืองแร่ โดยมีเป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดเล็กโดยรอบท่าเรือ ต่อมาจึงให้บริการการขนส่งเกี่ยวกับตู้คอนเทนเนอร์ โดยปัจจุบันท่าเรือยุโสบให้บริการเทียบเรือนำเข้าสินค้าประเภทถ่านหิน การส่งออกแร่ประเภทยิปซั่ม แร่แฟลสปาร์ แร่แบไรด์ ปูนซิเมนต์ นำเข้าและส่งออกตู้คอนเทนเนอร์

            ท่าเรือยุโสบมีเรือมีที่ตั้งอยู่แม่น้ำตรัง โดยมีอาณาเขตที่ติดกับประเทศมาเลเซีย พม่า อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ทำให้สามารถขนส่งสินค้าไปประเทศเพื่อนบ้าน และสามารถเทียบเรือที่มีขนาดเล็กถึงปานกลาง เนื่องจาก ท่าเรือยุโสบมีข้อจำกัดของแม่น้ำตรังมีร่องน้ำลึกเพียง 4-6 เมตร ทำให้ไม่สามารถนำเรือขนาดใหญ่มากไม่สามารถมาเทียบท่าได้

            ในแต่ละปีท่าเรือยุโสบมีการจัดสรรงบประมาณในการขุดร่องน้ำเพื่อให้เรือต่าง ๆ เข้ามาใช้บริการได้เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นกับเรือขนาดใหญ่ และมีการพัฒนาในระดับสากลโดยเน้นพัฒนาคุณภาพเครื่องจักร คนงาน และนำระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารงาน เพื่อยกระดับการให้บริการเพิ่มขีดความสามารถให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

            สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างความเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย นั้น เห็นว่า โครงการต่าง ๆ เพื่อการเชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเลเป็นสิ่งที่ดีต่อทุกภาคส่วนของไทยแต่โครงการนั้นเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจาก การดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของประเทศไทยประสบกับปัญหาหลายประการ อีกทั้งคู่แข่ง เช่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นต้น มีการพัฒนาอย่างมากทำให้ประเทศไทยอาจช้าไปเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้

ท่าเรือปากเมง เป็นท่าเรือสำคัญของจังหวัดตรังที่สามารถนำนักท่องเที่ยวไปเยือนเกาะต่าง ๆ โดยรอบ ท่าเรือนี้ตั้งอยู่ที่หาดปากเมง  ตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา ทั้งนี้ ท่าเทียบเรือยังสามารถนำสามารถเชื่อมต่อไปยังไปยังเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และเกาะพีพี จังหวัดภูเก็ตได้อีกด้วย

            ในปี 2561 รัฐบาลได้เห็นชอบให้ดำเนินการปรับปรุงท่าเรือปากเมง  เนื่องจากได้ใช้งานมานาน
เกือบ 30 ปี จึงมีสภาพทรุดโทรม เสี่ยงที่จะเกิดอันตรายแก่ผู้มาใช้บริการ โดยการปรับปรุงท่าเรือปากเมง
ใช้งบประมาณ 144 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นการปรับปรุงโดยยึดหลักแนวคิดการออกแบบและการบริการเพื่อคนทุกกลุ่ม หรือ Universal Design & Service Design และมีการออกแบบที่สวยงาม ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดตรัง รวมทั้งรองรับการเดินทางแบบเชื่อมโยงด้วยทางเครื่องบิน รถยนต์ และเรือไปท่องเที่ยวพักผ่อนยังหมู่เกาะใกล้เคียง จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการที่จะทำให้เกิดเป็นเส้นทางการเดินเรือ
“วงแหวนอันดามัน”

            จุดเด่นของท่าเรือปากเมง คือ การมีเกาะขนาดใหญ่ล้อม ช่วยกำบังคลื่นลมทะเลเอาไว้ ทำให้สงบตลอดทั้งปี เมื่อถึงช่วงมรสุมจึงไม่เกิดปัญหาในการขึ้นหรือลงเรือ ขณะที่การเดินทางมายังท่าเรือก็สะดวกสบาย ทำให้ท่าเรือแห่งนี้ถูกยกให้เป็นประตูสู่ทะเลอันดามัน มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการแต่ละปีจำนวนมาก
โดยนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลเมื่อปี 2562 ก่อนเกิดสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด มีนักท่องเที่ยวขาออก 67,430 คน ขาเข้า 66,826 คน จำนวนเรือออก 2,148 เที่ยว เรือเข้า 2,058 เที่ยว และช่วงเทศกาลมีนักท่องเที่ยวกว่า 2,000 คนต่อวัน คาดว่าในปี 2564 นี้หลังปรับปรุงท่าเรือฯ แล้วเสร็จจะมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 90,000 คนต่อปี (สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี, 2564)

แสดงความคิดเห็น